ข้อบังคับของมูลนิธิ

ข้อบังคับ

มูลนิธิประชาสงเคราะห์ ไทย – กัมพูชา

....................................................................

หมวดที่ ๑

ชื่่อเครื่องหมายและสำนักงานที่ตั้ง

ข้อ ๑. มูลนิธินี้ชื่อว่า ประชาสงเคราะห์ไทย - กัมพูชา เรียกเป็นภาษากัมพูชาว่า "ปรอเจียซองกรัว ไทย- กัมปูเจีย" เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า

"THE PRAJASONGGROH THAI – CAMBODIA FOUNDATION"

ข้อ ๒. เครื่องหมายของมูลนิธินี้คือ  มีลักษณะเป็นรูปทรงบาตรพระ ด้านขอบมีลายเส้นสีแดง-นํ้าเงิน สลับกับด้านละสี่เส้น ตรงกลางมีอักษรย่อของมูลนิธิเป็น

ภาษาไทยว่า ป ท ก . และมีรูปธงชาติไทย และธง ชาติกัมพูชา โดยมีอักษรคำว่าไทย กัมพูชา อยู่ด้านบนของธงชาติ ด้านล่างของอักษรย่อ ป ท ก. มีอักษร ภาษาไทย

และภาษาอังกฤษว่า มูลนิธิ ประชาสงเคราะห์ ไทย กัมพูชา THE PRAJASONGGROH THAI CAMBODIA FOUNDATION ดังรูปข้างล่างนี้

ข้อ ๓. สำนักงานของมูลนิธิในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ ณ เลขที่ ๓/๔๔ ชั้น ๒ ซอยลาดพร้าว ๓๑ ถนนลาดพร้าว แขวงจันทร์เกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

 

หมวดที่ ๒

วัตถุประสงค์

ข้อ ๔. วัตถุประสงคข์องมูลนิธินี้คือ

๔.๑ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการอื่นๆ ระหว่างประเทศไทย กับ ราชอาณาจักรกัมพูชา

๔.๒ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประเทศและยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนชาวไทย และ ประชาชนชาวกัมพูชา

๔.๓ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของ ประชาชนชาวไทย และ ประชาชนชาวกัมพูชาให้ สามารถช่วยเหลือพึ่งพาตนเองได้

๔.๔ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ สนับสนุน ช่วยเหลือด้าน การศึกษา การสาธารณสุข การเกษตร การสิ่งแวดล้อม และ ส่งเสริมอาชีพ แก่ประชาชนที่ขาดโอกาส

และสาธารณกุศล

๔.๕ เพื่อส่งเสริมด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของ ไทย และ กัมพูชา

๔.๖ เพื่อดำเนินการสาธารณประโยชน์ โดยร่วมมือกับทางราชการและองค์การการกุศลอื่นๆ เพื่อ ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจและสังคม

๔.๗ เพื่อการสงเคราะห์ช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อน

๔.๘ ไม่ดำเนินการอันเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด

เป้าหมาย

เป้าหมายที่สำคัญ คือ เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชนทั้งสองประเทศให้อยู่ดีกินดี อยู่อย่างร่มเย็นเป็นปกติ สุข ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร สถาบันพระมหากษัตริย์

อันจะนำไปสู่ความมั่นคงเป็นปึกแผ่นของประเทศ

 

หมวดที่ ๓

ทุนทรัพย์ ทรัพย์สิน และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน

ข้อ ๕. ทรัพย์สินของมูลนิธิมีทุนเริ่มแรกคือ เงินสด จำนวน ๒๐๐, ๐๐๐บาท (สองแสนบาทถ้วน)

ข้อ ๖. มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพ์สินโดยวิธีต่อไปนี้

๖.๑ เงินหรือทรัพย์ สินที่มีผู้ยก ให้โดยพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นๆ โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระติดพันอื่นใด

๖.๒ เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้

๖.๓ ดอกผลซึ่งเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ

๖.๔ รายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิ

 

หมวดที่ ๔

คุณสมบัติ และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ

ข้อ ๗. กรรมการของมูลนิธิต้องมีคุณสมบัติดังนี้

๗.๑ มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์

๗.๒ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ

๗.๓ ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

๗.๔ ไม่ดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารพรรคการเมือง

ข้อ ๘. กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

๘.๑ ถึงคราวออกตามวาระ

๘.๒ ตายหรือลาออก

๘.๓ ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๗.

๘.๔ เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย และคณะกรรมการมูลนิธิมีมติให้ออกโดยมี คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ขององค์ประชุม

 

 

หมวดที่ ๕

การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๙. มูลนิธิดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิ มีจำนวนไม่น้อยกว่า ๕ คน แต่ไม่เกิน ๒๙ คน

ข้อ ๑๐. คณะกรรมการของมูลนิธิ ประกอบด้วย ประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ เลขาธิการมูลนิธิ เหรัญญิก และกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นควร

ตามข้อ ๙.

ข้อ ๑๑. วิธีเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิให้ปฏิบัติดังนี้

ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่เลือกตั้งประธานกรรมการมูลนิธิ และกรรมการ อื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นควรตามข้อบังคับ

ข้อ ๑๒. ประธานกรรมการและกรรมการดำเนินงานมูลนิธิ อยู่ในตำแหน่งคราวละ ๔ ปี

ข้อ ๑๓. การเลือกตั้งคณะกรรมการมูลนิธิ ให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ เป็นมติ ของที่ประชุม

ข้อ ๑๔. กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับเลือกเข้ามาดำรงตำแหน่ง กรรมการมูลนิธิได้ อีก

ข้อ ๑๕. ในกรณีที่กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่ง ให้กรรมการของมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่ง ปฏิบัติหน้าที่กรรมการของมูลนิธิต่อไปจนกว่ามูลนิธิจะได้รับแจ้งการจด

ทะเบียนกรรมการของมูลนิธิที่ตั้งใหม่

 

หมวดที่ ๖

อำนาจหน้าที่คณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๑๖. คณะกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของมูลนิธิ ตามวัตถุประสงค์และภารกิจ ของมูลนิธิและภายใตข้อบังคับนี้ ให้มีอำนาจหน้าที่ต่างๆ ดังต่อไปนี้

๑๖.๑ กำหนดนโยบายของมูลนิธิ และดำเนินงานตามนโยบายนั้น

๑๖.๒ ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่างๆ ของมูลนิธิ

๑๖.๓ เสนอรายงานกิจการ รายงานการเงิน และบัญชีงบดุลรายได้ รายจ่าย ต่อกระทรวงมหาดไทย

๑๖.๔ ดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ และวัตถุประสงค์ของข้อบังคับนี้

๑๖.๕ ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของมูลนิธิ

๑๖.๖ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง หรือหลายคณะ เพื่อดำเนินการเฉพาะอย่างของมูลนิธิ ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมูลนิธิ รวมถึงการถอดถอนด้วย

๑๖.๗ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบุคคลที่ทำประโยชน์ให้มูลนิธิเป็นพิเศษ เป็นกรรมการกิตติมศักดิ์

๑๖.๘ เชิญผู้ทรงเกียรติเป็นผู้อุปถัมภ์มูลนิธิ

๑๖.๙ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิ

๑๖.๑๐ แต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่ประจำของมูลนิธิ มติให้ดำเนินการตามข้อ ๑๖.๗, ๑๖.๘ และ๑๖.๙ ต้องเป็นมติเสียงข้างมากของที่ประชุม และที่ปรึกษาตามข้อ

๑๖.๙ ย่อมเป็นที่ปรึกษา ของ คณะกรรมการมูลนิธิที่เชิญเท่านั้น

ข้อ ๑๗. ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ดังนี้

๑๗.๑ เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ

๑๗.๒ สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ

๑๗.๓ เป็นผู้แทนของมูลนิธิในการติดต่อกับบุคคลภายนอก หรือการลงลายมือชื่อในเอกสาร ข้อบังคับและสรรพหนังสือ อันเป็นหลักฐานของมูลนิธิ เมื่อประธาน

กรรมการมูลนิธิหรือกรรมการมูลนิธิ ผู้ ได้รับมอบหมายให้ทำการแทน ได้ลงลายมือชื่อแล้วจึงเป็นอันใช้ได้

๑๗.๔ ปฏิบัตการอื่นๆ ตามข้อบังคับ และมติของคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๑๘. ให้รองประธานกรรมการมูลนิธิทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิ เมื่อประธานไม่สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือในกรณีที่ประธานมอบหมายให้ทำการแทน

ข้อ ๑๙. ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิและรองประธานกรรมการมูลนิธิ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการประชุม คราวหนึ่งคราวใดได้ ให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิคนใด

คนหนึ่ง เป็นประธานสำหรับการประชุม คราวนั้น

ข้อ ๒๐. เลขาธิการมูลนิธิมีหน้าที่ควบคุมกิจการ และดำเนินการประจำของมูลนิธิ ติดต่อประสานงานทั่วไป รักษาระเบียบข้อบังคับของมูลนิธิ นัดประชุมกรรมการตามคำ

สั่งของประธานกรรมการมูลนิธิและทำ รายงานการประชุม ตลอดจนรายงานกิจการมูลนิธิ

ข้อ ๒๑. เหรัญญิกมีหน้าที่ควบคุมการเงิน ทรัพย์สินของมูลนิธิตลอดจนบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ ถูกต้อง และเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด

ข้อ ๒๒ สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่นๆ ให้มีหน้าที่ตามคณะกรรมการมูลนิธิกำหนดโดยทำเป็นคำสั่งระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน

ข้อ ๒๓. คณะกรรมการมูลนิธิมีสิทธิเข้าร่วมประชุมกรรมการ หรืออนุกรรมการอื่นๆ ของมูลนิธิได้

 

หมวดที่ ๗

อนุกรรมการ

ข้อ ๒๔. คณะกรรมการมูลนิธิอาจแต่งตั้งหรือถอดถอนอนุกรรมการได้ตามความเหมาะสม โดยจะแต่งตั้ง ให้เป็นอนุกรรมการประจำหรือเพื่อการใดเป็นกรณีพิเศษเฉพาะ

คราวก็ได้ และในกรณีที่คณะกรรมการ มูลนิธิไม่ได้แต่งตั้งประธานอนุกรรมการ เลขานุการ หรืออนุกรรมการในตำแหน่งอื่นไว้ ก็ให้อนุกรรมการ แต่งตั้งกันเองเพื่อดำรง

ตำแหน่งดังกล่าวได้

ข้อ ๒๕. อนุกรรมการอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะเสร็จงานที่ได้รับมอบหมายให้กระทำ ส่วนคณะอนุกรรมการ ประจำอยู่ในตำแหน่งตามเวลาที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด

ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ก็ให้อยู่ในตำแหน่งได้ เพียงเท่าวาระของคณะกรรมการมูลนิธิซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง และอนุกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการ แต่งตั้งอีกได้

๒๕.๑ อนุกรรมการมีหน้ที่ดำเนินการตามที่คณะกรรมการมูลนิธิมอบหมาย

๒๕.๒ อนุกรรมการมีหน้าที่เสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมการมูลนิธิเกี่ยวกับงานที่ได้รับ มอบหมาย

 

หมวดที่ ๘

การประชุมคณะกรรมการและอนุกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๒๖. คณะกรรมการมูลนิธิจะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปีทุกๆ ปี ภายในเดือนธันวาคม และ ต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวน

กรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองคป์ระชุม

ข้อ ๒๗. การประชุมวิสามัญอาจมีได้ในเมื่อ ประธานกรรมการมูลนิธิหรือเมื่อคณะกรรมการมูลนิธิตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการมูลนิธิ

หรือผู้ทำการแทน ขอให้มีการประชุมก็ให้ เรียกประชุมวิสามัญได้ ภายในเวลาไม่เกิน ๑๕ วันนับแต่ได้รับแจ้งความประสงค์นั้น

ข้อ ๒๘. กำหนดการประชุมและองค์ประชุมของคณะอนุกรรมการให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการมูลนิธิ กำหนดไว้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชุมให้คณะอนุกรรมการ

ตกลงกันเอง และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์ประชุมให้ใช้ข้อ ๒๖. บังคับโดยอนุโลม

ข้อ ๒๙. ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ หากมิได้มีข้อบังคับกำหนดไว้อย่างอื่นมติของที่ประชุมให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมาก ในกรณีที่มี

คะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมเป็น ผู้ชี้ขาด กิจการใดที่เป็นงานประจำหรือเป็นกิจการเล็กน้อย ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจสั่งให้ใช้วิธี สอบถามมติทาง

หนังสือแทนการเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ แต่ประธานกรรมการมูลนิธิ ต้องรายงาน ต่อที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิในคราวต่อไป ถึงมติและกิจการที่ได้ดำเนิน

การไปตามมตินั้น กิจการใด เป็นงานประจำหรือเป็นกิจการเล็กน้อยหรือไม่ ให้อยู่ในดุลยพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๓๐. ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือประธานที่ ประชุมมีอำนาจเชิญ หรืออนุญาตให้บุคคลที่เห็นสมควรเข้าร่วม

ประชุม ในฐานะแขกผู้มีเกียรติ หรือผู้ สังเกตการณ์หรือเพื่อชี้แจงหรือเพื่อให้คำปรึกษาแก่ที่ประชุมได้

 

หมวดที่ ๙

การเงิน

ข้อ ๓๑. การใช้จ่ายเงินของมูลนิธิ ให้จ่ายเพียงดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุนของมูลนิธิ และเงินที่ผู้ บริจาคมิได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะได้

ข้อ ๓๒. ให้คณะกรรมการมูลนิธิวางระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารการเงิน งบประมาณ การบัญชี งานพัสดุและการควบคุมทรัพย์สินของมูลนิธิ

ข้อ ๓๓. เงินสดของมูลนิธิหรือเอกสารสิทธิ ต้องนำฝากไว้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงินอื่นใดที่รัฐบาล ให้การค้ำประกันแล้วแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร

ข้อ ๓๔. การสั่งจ่ายเงินโดยเช็คหรือตั๋วสั่งจ่าย จะต้องมีลายมือชื่อของประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการ แทนกับเลขาธิการหรือเหรัญญิกลงนามทุกครั้งจึงจะเบิก

จ่ายได้

ข้อ ๓๕. ให้คณะกรรมการมูลนิธิวางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน การบัญชีและทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจน กำหนดอำนาจหน้าที่ต่างๆเกี่ยวกับการรับและจ่ายเงินนอก

เหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ

ข้อ ๓๖. ให้คณะกรรมการมูลนิธิคัดเลือกแต่งตั้งบุคคลที่ไม่ใช่กรรมการมูลนิธิ หรือลูกจ้างของมูลนิธิเป็น ผู้สอบบัญชีของมูลนิธิ โดยจะให้ดำรงตำแหน่งกิตติมศักดิ์หรือ

ได้รับค่าตอบแทนตามอัตราที่คณะกรรมการ มูลนิธิกำหนดเมื่อการสอบบัญชีของมูลนิธิเสร็จสิ้น และผู้สอบบัญชีรับรองแล้วให้เหรัญญิกนำเสนอ คณะกรรมการมูลนิธิใน

การประชุมสามัญประจำปี

ข้อ ๓๗. ให้คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดรอบระยะเวลาบัญชี และจัดทำรายงานสถานะการเงินของมูลนิธิใน รอบระยะเวลาบัญชีที่ผ่านมาเสนอต่อที่ประชุมในการประชุม

สามัญประจำปี

 

หมวดที่ ๑๐

การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ

ข้อ ๓๘. การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับจะกระทำได้ โดยเฉพาะที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งต้องมีกรรมการ มูลนิธิเข้าประชุม ไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการ

ทั้งหมด และการอนุมัติให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่ประชุม

 

หมวดที่ ๑๑

การเลิกมูลนิธิ

ข้อ ๓๙. ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการ หรือโดยเหตุใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของ มูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่มูลนิธิ หรือ นิติบุคคล

ตามมติเป็นเอกฉันท์ของคณะกรรมการ ที่มี วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๑๑๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ข้อ ๔๐. การสิ้นสุดของมูลนิธินั้น นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้วให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลงโดยมิต้องให้ ศาลสั่งเลิกด้วยเหตุต่อไปนี้

๔๐.๑ เมื่อมูลนิธิได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้วไม่ได้รับทรัพย์สินตามคำมั่น เต็มจำนวน

๔๐.๒ เมื่อกรรมการมูลนิธิจำนวนสองในสามมีมติให้ยกเลิก

๔๐.๓ เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการที่กาหนดไว้ในข้อบังคับ

๔๐.๔ เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ

 

หมวดที่ ๑๒

บทเบ็ดเตล็ด

ข้อ ๔๑. การตีความในข้อบังคับของมูลนิธิ หากเป็นที่สงสัยให้คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมากของ จำนวนกรรมการที่มีอยู่เป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ ๔๒. ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยมูลนิธิมาใช้บังคับในเมื่อข้อบังคับของมูลนิธิมิได้กำหนดไว้ํ

ข้อ ๔๓. มูลนิธิต้องไม่ดำเนินการหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกันหรือเพื่อบุคคลใด นอกจากเพื่อดำเนินการ ตามวัตถุประสงคข์องมูลนิธินั้น

 

 

              ลงนาม ..   นิทัศน์  เรืองวิทยาโชติ  ..   ผู้จัดทำข้อบังคับ

(นายนิทัศน์ เรืองวิทยาโชติ)

ประธานกรรมการ